วันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ดาวพฤหัสบดี(Jupiter)

เส้นผ่าศูนย์กลาง 140,000 กิโลเมตร
มวล (โลก = 1) 317.83 เท่าของโลก
ความหนาแน่นเฉลี่ย 1,330 กิโลกรัม/ลูกบาศก์เมตร
คาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์ 12 ปี
คาบการหมุนรอบตัวเอง 9 ชั่วโมง 50 นาที
ระยะห่างจากดวงอาทิตย์เฉลี่ย 780 ล้านกิโลเมตร

ดาวพฤหัสบดี เป็นดาวเคราะห์ดวงใหญ่สุดในระบบสุริยะ อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่ 5 มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาวประมาณ 11 เท่าของโลก สามารถจุโลกได้มากกว่า 1,400 ดวง มีมวลสูงเป็น 2.5 เท่าของมวลดาวเคราะห์อีก 8 ดวงในระบบสุริยะมารวมกัน แต่มีความหนาแน่นน้อย เพราะเป็นดาวเคราะห์ก๊าซ ไม่เป็นหินแข็งอย่างโลก
โครงสร้างดาวพฤหัสบดี
- ใจกลางดวง ประกอบด้วยไฮโดรเจนและฮีเลียมในสภาวะของแข็งคล้ายโลหะ เนื่องจากอยู่ ภายใต้ความกดดันสูงเป็น 100 ล้านเท่าของความกดอากาศบนโลก อุณหภูมิที่ใจกลางดวงสูงราว 30,000 องศาเซลเซียส
- ชั้นของเหลว เป็นส่วนผสมของไฮโดรเจนและฮีเลียมในสภาวะเหลว หนาราว 40,000 กิโลเมตร อุณหภูมิสูงกว่า 10,000 องศาเซลเซียส ภายใต้ความกดดันสูงมากกว่า 3 ล้านเท่าของความกดอากาศ บนโลก ในชั้นนี้โมเลกุลของไฮโดรเจนแตกตัวเป็นตัวนำไฟฟ้า ซึ่งนักวิทยาศาตร์เชื่อว่าเป็นต้นเหตุ ให้เกิดสนามแม่เหล็กความเข้มสูงของดาวพฤหัสบดี
- ชั้นบรรยากาศหนาทึบ เป็นชั้นของไฮโดรเจนและฮีเลียมในสภาวะเป็นก๊าซ ภายใต้ความกดดัน 10 เท่าของความกดอากาศบนโลก หนาราว 21,000 กิโลเมตร อุณหภูมิที่ยอดเมฆเย็นจัดเป็น -130 องศาเซลเซียส
บรรยากาศ
ข้อมูลจากยานไพโอเนียร์และวอยเอเจอร์ พบว่า บรรยากาศของดาวพฤหัสบดีประกอบด้วย ไฮโดรเจน 81 % ฮีเลียม 18 % นอกจากนั้นยังมี มีเธน แอมโมเนีย ฟอสฟอรัส ไอน้ำ และ สารประกอบของไฮโดรคาร์บอน อีกเล็กน้อย บรรยากาศของดาวพฤหัสบดีปั่นป่วนด้วยกระแสลม และพายุ มีแถบมืดและสว่างสลับกันพาดอยู่ในแนวขวาง จึงเรียกว่า เข็มขัดดาวพฤหัสบดี มีกลุ่มเมฆและพายุหมุนหลายแห่งปรากฏเป็นวงรีรูปไข่อยู่ในบรรยากาศของดาวพฤหัสบดี และ มีอายุยาวนานหลายปี
จุดแดงใหญ่
เป็นพายุหมุนรุนแรงอยู่ใต้เส้นศูนย์สูตรของดาวพฤหัสบดี ขนาดใหญ่กว่าโลกราว 3 เท่า หมุนทวนเข็มนาฬิกาครบรอบ ในเวลา 6 วัน ด้วยความเร็วราว 400 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่บริเวณตรงกลางเกือบไม่มีการเคลื่อนที่เลย ผู้คนโบราณ สังเกตเห็นจุดแดงใหญ่ บนดาวพฤหัสบดีมานานเกือบ 400 ปี แล้ว


วงแหวนของดาวพฤหัสบดี
ยานวอยเอเจอร์ค้นพบว่าดาวพฤหัสบดีมีวงแหวนบาง ๆ ล้อมรอบ วงแหวนประกอบด้วยอนุภาคฝุ่น สีคล้ำ แผ่ออกจากบรรยากาศชั้นบนเหนือยอดเมฆไปจนถึงระยะ 53,000 กิโลเมตร แบ่งออกเป็น3 ชั้น วงนอกสว่างที่สุดมีความกว้างราว 800 กิโลเมตร สนามแม่เหล็กของดาวพฤหัสบดี



สนามแม่เหล็กของดาวพฤหัสบดี
รุนแรงกว่าสนามแม่เหล็กโลกถึง 10 เท่า และมีทิศตรงข้ามกับ สนามแม่เหล็กโลก แนวสมมติของแกน แม่เหล็กของดาว พฤหัสบดีเอียงออกจากแนวแกนหมุนรอบตัวเองเป็นมุม 11 องศา อาณาเขตของสนามแม่เหล็กของดาวพฤหัสบดี กว้างไกลราว 50 เท่าของขนาดตัวดาวพฤหัสบดีเอง และเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปตาม กระแสลมสุริยะจากดวงอาทิตย์


แถบรังสีห่อหุ้มดาวพฤหัสบดี
ภายในเขตสนามแม่เหล็กของดาวพฤหัสบดี เต็มไปด้วยพลาสมาคืออนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า ยานไพโอเนียร์และยานวอยเอเจอร์ตรวจพบแถบรังสีรูปขนมโดนัท เต็มไปด้วยอนุภาคประจุแผ่กระจายล้อมรอบดาวพฤหัสบดีในระนาบศูนย์สูตร อยู่ในระยะของวงโคจรของดวงจันทร์ไอโอ เรียกว่า วงทอรัส ( torus ) เกิดจากมวลสารที่หลุดออกจากดวงจันทร์ไอโอ ถูกดูดจับไว้ในเขตสนามแม่เหล็ก ของดาวพฤหัสบดี

ดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดี
ดาวพฤหัสบดีมีดวงจันทร์เท่าที่ค้นพบและยืนยันแล้ว 62 ดวง ขณะนี้มันจึงเป็นดาวเคราะห์ที่มีบริวารมากที่สุดในระบบสุริยะ ดวงจันทร์ที่มีมวลมากที่สุด 4 ดวงหรือดวงจันทร์ของกาลิเลโอ (Galilean moons) ถูกค้นพบในปี ค.ศ. 1610 ถือเป็นวัตถุในระบบสุริยะกลุ่มแรก ๆ ที่ถูกค้นพบว่าโคจรรอบดาวดวงอื่นที่ไม่ใช่โลกหรือดวงอาทิตย์ นับตั้งแต่สิ้นสุดคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีดวงจันทร์ขนาดเล็กอีกเป็นจำนวนมากที่ถูกค้นพบและได้รับการตั้งชื่อตามชื่อคนรักหรือธิดาของเทพเจ้าจูปิเตอร์ของโรมัน (หรือเทพเจ้าซุสของกรีก)
ดวงจันทร์ 8 ดวงของดาวพฤหัสบดีเป็นบริวารที่มีวงโคจรปกติ กล่าวคือ มีวงโคจรเกือบเป็นวงกลมไปในทางเดียวกับดาวดวงอื่น ๆ และเอียงทำมุมกับเส้นศูนย์สูตรของดาวพฤหัสบดีไม่มากนัก ดวงจันทร์ของกาลิเลโอทั้ง 4 ดวงมีลักษณะเป็นทรงกลม ดังนั้นดวงจันทร์เหล่านี้อาจได้รับการจัดเป็น
ดาวเคราะห์แคระหากพวกมันโคจรรอบดวงอาทิตย์โดยตรง ส่วนดวงจันทร์อีก 4 ดวงมีขนาดเล็กกว่าและอยู่ใกล้ดาวพฤหัสบดีมากกว่าดวงจันทร์ของกาลิเลโอ เป็นแหล่งกำเนิดฝุ่นซึ่งคอยเสริมความหนาแน่นให้กับวงแหวนของดาวพฤหัสบดี
ดวงจันทร์อื่น ๆ อีก 54 หรือ 55 ดวงเป็นบริวารขนาดเล็กซึ่งอยู่ห่างไกลจากดาวพฤหัสบดีมากกว่า จัดเป็นดาวบริวารผิดปกติ คือ มี
ความเอียงและความเยื้องศูนย์กลางของวงโคจรสูง (วงโคจรไม่มีจุดศูนย์กลางจุดเดียวกันสม่ำเสมอ) บางดวงโคจรไปในทางเดียวกันและบางดวงโคจรสวนทางกับบริวารดวงอื่น ๆ ดวงจันทร์เหล่านี้อาจเคยเป็นดาวเคราะห์น้อยที่โคจรรอบดวงอาทิตย์มาก่อน แต่ถูกอำนาจแรงโน้มถ่วงของดาวพฤหัสบดีจับไว้ในภายหลัง มีดวงจันทร์ที่เพิ่งถูกค้นพบ 13 ดวงในกลุ่มนี้ยังไม่ได้รับการตั้งชื่อ บวกกับดวงที่ 14 ที่ยังไม่พบวงโคจรแน่ชัด ซึ่งหากค้นพบเมื่อใด จำนวนดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดีที่แน่นอนก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 63 ดวง

ลักษณะ
ลักษณะทางกายภาพและลักษณะวงโคจรของดวงจันทร์ต่าง ๆ มีความแตกต่างกันอย่างมาก ดวงจันทร์ของกาลิเลโอทั้ง 4 ดวงมีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวกว่า 3,000 กิโลเมตร ดวงที่ใหญ่ที่สุดคือ แกนีมีด เป็นวัตถุที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ (เมื่อไม่นับรวมดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์ชั้นเอกทั้ง 8 ดวง) ในขณะที่ดวงจันทร์ดวงอื่น ๆ ทั้งหมดมีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวน้อยกว่า 250 กิโลเมตรและส่วนใหญ่ยาวไม่เกิน 5 กิโลเมตร แม้แต่ยูโรปาซึ่งเป็นดวงจันทร์ที่เล็กที่สุดในกลุ่มกาลิเลโอ ยังมีมวลมากกว่ามวลของดวงจันทร์นอกกลุ่มทั้งหมดรวมกันถึง 5,000 เท่า วงโคจรก็มีทั้งเกือบเป็นวงกลมสมบูรณ์ เอียง และเป็นวงรี หลายดวงยังโคจรไปในทิศทางตรงกันข้ามกับการหมุนของดาวพฤหัสบดีอีกด้วย เวลาที่ใช้โคจรรอบดาวพฤหัสบดีก็ต่างกันตั้งแต่ 7 ชั่วโมงโลก (ซึ่งน้อยกว่าเวลาที่ดาวพฤหัสบดีใช้หมุนรอบตัวเอง) จนถึงประมาณ 3 ปีโลก








วันพุธที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ชื่อ : ธิปรักษ์ นามสกุล : รัตนอมรภิรมย์ ชื่อเล่น : ครีม
ชั้น : มัธยมศึกษาปีที่ 3/1 เลขที่ : 27